Fanfic Three Kingdoms Lubu x Zhao Yun 

Cr: http://nonamezai.deviantart.com/art/Zhao-Yun 

บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้แต่งอิงตามประวัติศาสตร์เลยซักนิด มโนเอาล้วนๆ ช่วงท้ายมีเรทพอพิธีนะจร๊ะเพราะคนเขียนแต่งอะไรอย่างงี้ไม่เป็น\(‘w’
.

.

.

.

.

.

การพึ่งร่มบุญของอ้วนเสี้ยวไม่ได้แย่แต่มันก็ไม่ได้ดีมากนัก

 ลิโป้ เทพแห่งสงครามตกอยู่ในสถานะที่เรียกว่า’พึ่งใบบุญ’ติดตัว แต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรกับคำดูเหมือนจะหมิ่นตนนักยามกวาดสายตาของตนดุจราชสีห์ไปหาเหล่าคนใต้บัญชานับร้อยที่พออยู่พอกินหรือเรียกว่าเริ่มอยู่เป็นกับสายตาดูถูกเหล่านั้น ก็ดี..แต่ไม่ดีมาก หากการโดนสายตาเหยียดหมิ่นนี้จ้องทุกวันเเปรเปลี่ยนเดือนคงไม่ต่างจากการเย้ยสัตว์ร้ายที่มันยอมนอนเฉยๆ  หากสัตว์ร้ายจากยอมอยู่นิ่งเงียบกลายคลั่งขึ้นมาคงจบไม่สวยเป็นแน่

      เลือกเฉยเมยกับคำปรามาทของเหล่าทหารคนสนิทอ้วนเสี้ยวเมินเสียงนกกาอีแร้งดำที่คอยจะประจบยกยอนายตน ทำตามคำสั่งนั้นไปเงียบๆเพื่อให้ตนและลูกน้องรอดเสียจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า วันนี้เป็นอีกวันที่เขากลับจากศึกอันเชี่ยวกรำด้วยตัวคนเดียวการพลีกายรับใช้โดยการออกศึกแทนลูกน้องคือสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดเพื่อไม่ให้ทหารของเขาโดนบั่นทอนกำลังมากกว่านี้(เหลือเพียงหนึ่งกองร้อย)

“ท่านลิโป้กลับมาแล้วหรือครับ”

 บุรุษหนุ่มหันมองผู้เรียกตนเป็นทหารนายสนิทดั่งมือขวา  ‘เตียวเลี้ยว’  เดินมาหานายเหนือหัวพร้อมน้ำในกระบอกไผ่ส่งให้ ลิโป้ยกดื่มดับกระหายพร้อมยกราดหน้าล้างเหงื่อไคลที่ตกบนใบหน้าคมประกายน้ำต้องแสงพระอาทิตย์ตกเป็นประกายเสริมให้ความงามเยี่ยงบุรุษรุดหน้าเพิ่มเป็นเทพบุตรเสียและการกระทำเหล่านั้นก็หวายโดนมองจากทหารฝ่ายอ้วนเสี้ยวที่มองเป็นตาเดียวกันแอบอดอิจฉาความหล่อเหลานั่นเป็นไม่ได้  เตียวเลี้ยวรับกระบอกไผ่เปล่ามาเก็บไว้กับตัวหันมองทหารอ้วนเสี้ยวที่มองนายของตนด้วยความอิจฉาก็ถอนหายใจการเป็นเป้าสายตาของนายเหนือหัวไม่ว่าจะมองในเชิงศัตรูหรือการมอง’แบบนั้น’

“ท่านไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะเดินไปจัดเตรียมที่นอนในกระโจมไว้ให้”

 ลิโป้ครางเสียงต่ำในลำคอรับคำมือรับผ้าบางซับน้ำจากมือขวาทหารสนิทมาแล้วเดินตรงไปยังจุดชำระร่างกายหลังค่ายทหารเป็นแอ่งน้ำขนาดพออาบเป็นหมู่ชนแต่ตอนนี้เวลาล่วงจนพระอาทิตย์ลับขอบไปแล้วผนวกช่วงนี้ย่างเข้าหน้าหนาวฟ้าจึงมืดเร็ววันทหารแถวนี้จึงเบาบางจนแทบไม่มีเพราะรีบไปเก็บแรงนอนเผื่อวันรุ่งพรุ่งนายเหนือตนจะมีรับสั่งเคลื่อนทัพ

 บรรยากาศเงียบสงบคือตัวอย่างของธรรมชาติพุ่มก่กน้ำโตรอบแอ่งฝูงหิ่งหอยบินเด่นอยู่เหนือกอก่กและแอ่งน้ำเป็นแสงสวยสง่าโดยแท้ ลิโป้ผ่อนลมหายใจเบาบางสูดกลิ่นหอมของดินตัดน้ำและสัมผัสลมเย็นอ่อนที่ประดังใบหน้าราวจุมพิตทำเอาเขาเคลิ้มกินกับบรรยากาศยิ่ง  มือสาละวนแกะชุดเกราะหนาตนและเสื้อผ้าด้านในจนท่อนบนเปล่าเปลือยปรากฏกล้ามเนื้อขึ้นรูดเด่งชัดเรียงยาวสวยงามราวดั่งสวรรค์สรรคสร้างขึ้นแม้นมีรอยบาดแผลเพียงเท่าแมวข่วนบ้างก็ไม่ได้ลดความน่าดูชมเลยแม้แต่น้อย

แซ่ก..แซ่ก

 จ้องเขม็งหันไปทางต้นเสียงสิ่งเป็นหญ้าสูงบนพื้นดินส้นหญ้าไหลไหวก่อนจะแหวกทางเห็นเป็นบุรุษหนุ่มร่างเพรียวดูแห้งแรงท่าเทียบกับตนใบหน้าเรียบนิ่งที่หันมามองฉาบสีหน้าตกตะลึงยามยกตะเกียงไฟในมือส่องลิโป้ที่กำลังแกะเกราะส่วนท่อนขา

“ขออภัยที่มารบกวนขอรับ ข้าเห็นรอยเท้าแปลกตาเดินมาที่นี้ช่วงเวลานี้เลยนึกเพียรเป็นศัตรู”

 ก้มโค้งอย่างสุภาพลิโป้มองอีกฝ่ายเผินๆตอบรับคำในลำคอ หันกลับไปถอดกางเกงเตรียมลงน้ำก็สะดุดกับฝ่ามือเย็นที่แตะมา  “ขออภัยอีกครั้งที่ล่วงเกินข้าเห็นแมงมุมเกาะไหล่ท่านเลยตั้งใจจะปัดให้”เสียงนุ้มทุ้มเอ่ยแผ่วก่อนเลือกปลีกตัวออกไปจากเขาโดยทิ้งตะเกียงเทียนไว้ให้ ลิโป้ยังคงมองทางที่ทหารผู้นั่นเดินจากไปแววตาเคลือบแคลงสงสัย  เขาเป็นใคร? ลิโป้มั่นใจว่าเห็นหน้าทหารในค่ายนี้ครบหมดแล้วแต่หนุ่มหน้าใหม่นี้(แม้จะมองไม่ชัดก็ตาม)ไม่เคยเห็นตัวเลยแม้แต่น้อย   

เป็นมิตรหรือศัตรูไม่ชัดแจ้งเพราะเมื่ออยู่ใต้กองอ้วนเสี้ยว ก็ไม่เห็นเล็บเขี้ยวที่ซ่อนแฝงไว้หรอก

“ทหารที่ท่านว่ามีนามว่าจูล่ง หยุน แซ่เตียวมาจากเมืองเสียงสานน่ะครับ” 

 เตียวเลี้ยวรินชาส่งให้นายเหนือหัวที่นั่งอยู่บนผ้านุ่มหนาสำหรับพักนอน  ลิโป้หมุนหัวคิ้วเล็กน้อยเตียวเลี้ยวจึงพูดต่อ “เขาพึ่งเข้ามาสมัครเมื่อเช้านี้อ้วนเสี้ยวที่เห็นว่าเป็นพวกชาวบ้านที่พอมีวิชากระบี่กระบองเลยให้ยศเพียงทหารเลวเท่านั้น” แต่เหมือนผู้เล่าจะไม่ได้คิดเยี่ยงนั้นจึงพูดเสียงแผ่วจนใบหน้าคมต้องหันมองลูกน้องตนอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ท่านลิโป้ได้เห็นแววตาของเขาหรือไม่”

“แสงจากตะเกียงไม่ได้ทำให้ข้าได้เห็นหน้าชัดนักหรอกนับประสาอะไรกับดวงตา หรือไม่เขาคงไม่อยากให้ข้าเห็นมากกว่า”

“ข้าหวาดหวั่นกับแววตาของเขา”

 สีหน้าของเตียวเลี้ยวเคร่งเครียดชัดเจน “เจ้าพูดเหมือนเห็นผีละนะเตียวเลี้ยว”  ลิโป้หัวเราะขบขันยกชาร้อนจิบพอให้อุ่นคอ          

“แววตาของเขาดูสงบก็จริงแต่ข้ากลับเห็นความน่ากลัวซ่อนอยู่ภายในเล้นลับยิ่ง เหมือนสมิงที่มีท่าทีเงียบสงบแต่ซ่อนประกายสังหารไว้”

“เหลวไหลน่าเตียวเลี้ยว ข้าว่าเจ้าระแวงมากเกินไปมากนัก”

“ข้าเพียงบอกท่านไว้ว่าเป็นไปได้ก็อย่ายุ่งกับคนคนนี้”

“ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าจะต้องยุ่งด้วยเล่า”

“เพราะนิสัยท่านใคร่การต่อสู้โดยเฉพาะพวกคนที่เป็นอย่างเสือซ่อนเล็บท่านยิ่งชอบกระโจนเข้าใส่”

 ลิโป้เงียบลงแล้วก้มดื่มชาในถ้วยยามโดนมือขวาผู้มีอมีอายุกว่าตนมากโคเหน็บแหนมกับนิสัย ซึ่งมันเป็นความจริงอย่างว่าการที่ตนได้รู้ถึงการเป็นหนึ่งในหล้าแล้วแต่การต้องการคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมก็เป็นสิ่งที่นักรบพึงปราถนาด้วยไม่ต่างจากความเป็นหนึ่ง
                      

“เพราะข้าว่าเขามีจุดประสงค์ที่เข้ามาเป็นทหารให้อ้วนเสี้ยว”

  ผู้รับใช้สิงห์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจใบหน้าเคร่งเครียดฉายหนักนัก
“พวกเราก็หลับหูหลับตาข้างปล่อยตัวเขาให้ทำหน้าที่ในนี้ไม่ว่าจะมาลอบสังหารหรือเป็นไส้ศึกก็ตาม  เพราะหากเราไปยุ่งด้วยจะโดนหางเลขเสียเอง ท่านเองก็พึงให้อ้วนเสี้ยวตายมิใช่”

  ยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นนายตนยกยิ้มกว้างแววตาดุจสิงห์ใหญ่ฉายความต้องการข้อนั้นไม่บดบัง  

“งั้นก็ฟังเรื่องที่ข้าบอกไว้ปล่อยตัวเขาไปเพราะหากหมดธุระเขาก็จะไปและเราก็จะไม่อยู่ใต้คำสั่งใครอีก”               

.

.

.

.

.

.

 ช่วงเช้าวันนี้ยังมืดดั่ง3ยามของกลางคืนเพราะฤดูกาล  ลิโป้ในชุดเสื้อไหมดำแดงเลือดนกหนาออกจากกระโจมที่พักตนกวาดมองโดยรอบไม่แม้นเห็นใครมีเพียงเปลวเพลิงจากคบไม้ลิ้วลมประดับตามที่พอให้เห็นทาง เวลาเช้าเป็นเวลาที่กองกำลังอ้วนเสี้ยวจะอ่อนแอสุดเพราะความเหนื่อยล้าจากการเฝ้ายามผนวกกับฤดูหนาวที่เย็นจัดพวกทหารเลยเลือกหลีกตัวเข้าไปอยู่ในกระโจมเร็วก่อนเวลา

“มีแต่พวกอ่อนแอ”

 เสียงทุ้มหนักเอ่ยพร้อมควันขาวอากาศข้างนอกเย็นยิ่งนักหากไม่นำผ้าถักจากมือมาพันรอบคอไว้ตัวเขาคงเย็นตามพื้นดินนี้แน่  เดินไปยังคอกม้าที่ถูกสร้างโดยมีฟางหนารอบคอกให้ม้าเป็นฝูงอาศัยอยู่ เซ็กเธาว์’ อาชาตัวใหญ่กว่าเพื่อนส่งเสียงร้องยามนายของมันเดินผ่านคอกรูปร่างท้วมใหญ่ผิวสีน้ำตาลเหลือบแดงดูแข็งแร็งเป็นม้าที่ดี ลิโป้ยืนนิ่งมองม้าของตนอยู่นานก่อนจะดึงสายบังเหียนลากม้าออกจากคอก

แอบออกไปขี่ม้าเล่นแล้วกลับมายามอาทิตย์แจ้งคงไม่มีใครรู้.

 คิดไปแล้วยิ้มสนุกขึ้นม้ากระตุกบังเหียนให้ม้าเดินผ่านกองกระโจมอย่างเงียบเชียบหากทหารตื่นคงเสียแผนหมด  ลอบออกทางประตูหลังที่มีเวรยามจอมขี้เกียจเฝ้าคงเป็นการดี  เตียวเลี้ยวยามนี้เองก็คงออกไปฝึกซ้อมอยู่ในกระโจมห่างจากคนอื่นเป็นอันว่าไม่มีใครขวาง         

    การควบม้าหนีออกไปนอกค่ายทหารเพื่อเที่ยวเล่นเป็นอันหยุดอยู่หลังค่ายห่างจากเหล่ากระโจม เมื่อเห็นบุรุษทหารในชุดขาวควบม้าพร้อมทวนในมือร่ายรำเป็นกระบวนท่าศึกบนหลังม้าช่วงเช้ายามพระอาทิตย์ยังไม่เฉิดแสงทำให้มองใบหน้าไม่ชัดแจ้ง รู้เพียงเป็นบุรุษที่มีร่างกายเพรียวสูงแต่เพียงไหล่ของเขาบ่ากว้างแบบบุรุษแต่หากเทียบเพียงก็ชั่งดูบางยิ่ง พอเรือนร่างนั้นเคลื่อนไหวพลิกแพลงไปมาก็อดตระนักไม่ได้ถึงร่างกายอันยืดหยุ่นของชายคนนี้

“….ท่านลิโป้?”

 เสียงทุ้มนุ่มชวนฟังเอ่ยนามขุนพลที่ไม่รู้ตัวว่าเดินม้าเข้ามาใกล้ให้หลุดจากภวังค์คิด  เงยหน้ามองก็เห็นโครงหน้าหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับตนใบหน้าขาวสะอาดตาคงเป็นคนเดียวกันกับที่ลิโป้เจอยามเย็นของวัน ดวงตาคมโตสีนิลดำนั่นเรียบนิ่งดุจก้นบึ้งของน้ำในแอ่งแต่ก็มีพายุดั่งน้ำวนใต้ก้นบึ้งบ่งบอกถึงตัวตนที่เป็นเหมือนน้ำกับไฟอยู่ในกาย กลีบปากบางแต้มสีสดดั่งดอกเหมยผลิบานตีเรียบเป็นเส้นตรง

“..อา ข้าแค่ควบม้าผ่านมาน่ะ”

 นักรบหนุ่มพิศมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาตอนเย็นเมื่อวานนี้ฟ้ามืดเร็วทำให้เขามองหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด คนหนุ่มวัยไล่เลี่ยตนคือทหารชั้นผู้น้อยที่พูดคุยเมื่อตอนนั้น-เตียวหยุน..จู่ล่ง-ท่าทีสงบเสงี่ยมไม่ว่อกแว่กทำให้ลิโป้อดมองนายทหารผู้ไม่มีแววตาเกรงกลัวตนเลยแม้เพียงน้อยกลับกันมันดูดุดันราวกับมีสายตาของสัตว์ร้ายซ่อนอยู่ในแววตาสงบเงียบนั่นจึงเข้าใจแล้วถึงคำพูดเมื่อคืนของเตียวเลี้ยว.แต่.. น่าสนใจดีไม่น้อย.

“เจ้ากำลังฝึกวิชาอยู่งั้นรึ?”

“ครับ”

“งั้นข้าเป็นคู่ฝึกให้เจ้าได้นะ เพราะฝึกคนเดียวไปถ้าไม่มีคู่ซ้อมก็ไม่รู้จะใช่ได้จริงรึเปล่า”

 รอมยิ้มคลี่กว้างด้วยความสนุกที่แวบแรกเห็นแววตาเป็นประกายของอีกฝ่ายแต่ก็ซ่อนปิดนิ่งอย่างรวดเร็วทวนไม้ในมือถูกกระชับแน่น ในมือของลิโป้เองก็ถือทวนไม้ที่อีกคนส่งให้ไว้เช่นกันต่างฝ่ายต่างบังคับม้าให้เดินวนรอบจ้องมองสบตากันโดยไม่ให้คลาดประหนึ่งเหมือนพวกเขาทั้งคู่อยู่ในสนามรบการจ้องมองเหมือนการกดดันต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพุ่งเข้าเปิดศึกก่อน และในท้ายสุดคนเริ่มเปิดศึกก็เป็นจูล่งทวนในมือพุ่งเข้าใส่รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าที่หมายจะฟาดร่างมนุษย์  แต่ความเร็วนั่นก็ถูกมองออกลิโป้เอี้ยวคอหลบทวนไม้ที่พุ่งเร็วเสียกว่าธนูพร้อมปัดทวนไม้ให้อีกฝ่ายชะงักจังหวะนั้นก็เลือกแทงสวนไปที่คางพอให้อีกฝ่ายเจ็บตัวแต่มีหรือที่คนตัวเล็กกว่าจะยอมเสียท่าร่างกายหนุ่มฉกรรย์เอนตัวหลบนาบไปกับอานม้าเมื่อเห็นรัศมีความยาวของทวนที่แทงมาขาทั้งสองบีบลำตัวม้าแน่นเป็นการหยุดจังหวะการวิ่งแล้วรีบลุกพรวดพุ่งจากตัวม้าทันทียามอาวุธไม้ในมือของนักรบหนุ่มถูกดึงกลับ  การจู่โจมกลางอากาศคือสิ่งที่ลิโป้ไม่ทันคิดแต่มิใช่ว่าไม่ตั้งตัวการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและดุดันดั่งมังกรที่เลื้อยผ่านกลุ่มเมฆกัมปนาททำเอาเลือดในกายเดือดพล่าน   สู้รบจนมาถึงนี้ยังเฟ้นหาผู้มีฝีมือทัดเทียมตนเพียงคนเดียวยังไม่พบเจอ แต่บัดนี้ได้พบเพชรในดงธุรีเข้าให้แล้ว

“ใจเย็นน้องชาย รีบจบเพียงไม่กี่กระบวนก็ไม่สนุกสิ”

 ลิโป้ส่งเสียงขบขันระคนสนุก  ม่านตาเบิกกว้างรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นแสยะยามตะลุยเข้าใส่หนุ่มบางตรงหน้าชั่งชวนให้ใคร่รู้นักว่าจะมีวิธีรับมือตนและตอบโต้อย่างไร  อยากรู้  อยากลอง  ความสนใจเขาตอนนี้มันร้ายยิ่งกว่าคลั่งสงครามเสียอีก  อยากเห็นแววตาสงบนิ่งที่เผยสัตว์ร้ายในกายออกมาใคร่รู้นักว่าพยัคฆ์หนุ่มตรงหน้าจะทำให้เลือดสิงห์ในกายตนเดือดพล่านมากเท่าใด

กร็อบ!!!! 

และการปะทะอันหนักหน่วงก็ได้ผลสรุปออกมา อย่างไม่นึกคิดแต่ก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย ทวนไม้ในมือทั้งสองหักครึ่งด้ามที่หักกระจายปักตกพื้น  ดวงตาทั้งสองยังคงสบมองกันเสียงหอบหายใจดังแทรกแซงไปมาจนไม่อาจบอกได้ว่าจังหวะเต้นหอบใครหนักกว่ากันการปะทะกันมากกว่า300กระบวนท่าโดยไม่ผ่อนปนแรงได้ผลาญพลังกายทั้งสองไปไม่น้อย ครั้งแรก…เป็นครั้งแรกที่ลิโป้ปะทะฝีมือกับคนอื่นแล้วหอบขนาดนี้แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาท้อใจแต่อย่างใดมันยิ่งส่งอารมณ์ตัวเองให้อยากปะทะมากกว่านี้ มากกว่านี้อีก!!!

“แฮ่ก…..เจ้านี้น่าสนใจยิ่งนัก..แฮ่ก” 

“แฮ่ก..แฮ่ก…ท่านเองก็เก่งกาจสมคำกล่าว..”

 ม่านตาลิโป้เบิกกว้าง เขาอดชื่นชมตัวเองไม่ได้เสียจริง เขาได้เห็นแล้ว แววตาแบบนั้นแววตาของพยัคฆ์ร้ายที่จ้องมองมาทำเอาตัวเขากระสันแลบลิ้นเลียเหงื่อที่ไหลย้อยตกที่กลีบปากหนา พยัคฆ์ขาวจ้องมองคู่ซ้อมที่เป็นดั่งสิงห์แล้วยกยิ้มงามเขากำลังถูกใจสิงห์ร้ายแห่งสนามรบ ดวงตาประกายถูกใจของทั้งสองมองสบกันเหมือนดั่งได้เจอคู่ปรับสมน้ำสมเนื้อแต่เหมือนสวรรค์จะไม่มอบเวลาให้ใครเสียงทหารดั่งเซงเซ่บ่งบอกได้ว่าลุกตื่นกันหมดแล้ว ลิโป้จึงยอมวางมือเหมือนที่อีกฝ่ายต้องการพวกเขาลงจากม้าและมือเรียวแบบบุรุษก็ขอทวนไม้คืน

“ยืนอยู่ที่นี้คงเป็นเป้าสายตาแน่ ข้าว่าท่านรีบกลับกระโจมไปก่อนเถิดครับ นายพลสนิทของท่านคงออกตามหาเป็นยกใหญ่”
 
  จูล่งยกยิ้มอ่อนโยนดวงตาคมโตมองไปยังกระโจมใหญ่ก็เห็นเตียวเลี้ยวเลิกผ้าเดินออกจากกระโจมใบหน้าดูตื่นๆและเขาคงคิดว่ามาอยู่กับตัวเขาแน่   ลิโป้มองตามก่อนครางรับคำอย่างรู้คำตอบ การปะทะฝีมือเมื่อครู่ยังคงรู้สึกได้ทั่วร่างกายราวสลัดมันไม่ได้  เสียดายยิ่งนัก หากเป็นอย่างที่เตียวเลี้ยวบอกไม่ช้าไม่เร็วยามอีกฝ่ายเสร็จกิจคงหายเข้ากลีบเมฆและจะไม่ได้เจอกันอีก

“ข้าขอถามอะไรซักอย่างได้มั้ย”

“ครับ?”

“หลังจากเป้าหมายของเจ้าสำเร็จแล้วเจ้ามาอยู่กับข้าได้หรือไม่?”

 ม่านตาสวยเบิกกว้างเขาไม่ได้ตกใจที่ขุนศึกรู้ว่าเขาเป็นไส้ศึก  แต่เป็นการเชิญชวนเขาเข้าร่วมตนกลีบปากงามเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มงามตาผิดกับดวงตาที่หม่นแสงลง   

“นั่นคงเป็นไปไม่ได้…นายของข้าเขามีบุญคุณกับข้านักข้าไม่อาจทิ้งหนี้บุญคุณต่อเขาไว้ได้”

 ลิโป้มองหน้าสลดลงแล้วร้อนใจ ยกมือลูบท้ายทอยอย่างเก้ๆกังพลางเอ่ยขอโทษในเรื่องเมื่อครู่ร่างเล็กกว่าส่ายหน้าให้อย่างไม่ถือสาก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้ลิโป้ยิ้มอย่างถูกใจบนใบหน้า

“แต่ถ้าในช่วงเวลาที่ข้าอยู่ที่นี้  ท่านจะรังเกียจมั้ยถ้าข้าขอให้ท่านมาช่วยฝึกซ้อมข้า?”

.

.

.

.

.
ผ่านมาร่วมแรมเดือน

 ใบหน้าอิ่มอกอิ่มใจฉายบนใบหน้าลิโป้อาการอารมณ์ดีของนายเหนือหัวทำให้ทหารใต้บังคับบัญชาอดสงสัยไม่ได้ผิดก็กับเตียวเลี้ยวทหารที่เป็นดั่งมือขวาของนายตนมีสีหน้าเหนื่อยอกเหนื่อยใจซะมากกว่า

“เป็นอะไรไปเล่าเตียวเลี้ยว”

“ท่านไม่ฟังคำเตือนของข้า ท่านลิโป้”

 ราชสีห์หนุ่มหัวเราะเสียงลั่น “เตียวหยุนไม่ทำอะไรเราหรอก เขาบอกข้าว่าหลังเสร็จภารกิจเขาจะไม่โยงเรื่องมาเกี่ยวกับเรา” ใบหน้าคมสันมีสีหน้าเปล่งปลั่งหลังจากออกเหงื่อไปยามเช้าทุกวันลิโป้จะออกมาฝึกทวนกับจูล่งประจำจนความสัมพันธ์ตอนนี้สนิทเป็นเอามาก

“ท่านมั่นใจว่าเชื่อคำของเขาได้?”

“บุรุษนักรบไม่ลั่นวาจาพันหกพกลมปากหรอกเตียวเลี้ยว เจ้าก็รู้ดี”

  และเป็นเตียวเลี้ยวที่ถอนหายใจอีกรอบเขาทำใจไว้หรอกก่อนจะเตือนอีกฝ่ายไว้แล้วว่ายังไงลิโป้คงไม่ฟังตนแต่ก็ไม่นึกว่าจะสนิทชิดเชื้อกันเสียแทนและกลายเป็นว่าตอนนี้ว่างเป็นเมื่อไหร่นายเหนือหัวจะไม่เก็บตัวอยู่ในกระโจมแต่จะหายไปกับทหารคนนั้นแทนและเขาก็ห้ามอะไรไม่ได้อีก…

 ความไว้ใจต่อนายทหารนั่นไม่มี  แต่เขาวางใจที่ทหารคนนั้นสามารถควบคุมพฤติกรรมของลิโป้และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆอย่างท่วงที  ยกตัวอย่างการที่ต้องโดนคำปรามาสของพวกทหารอ้วนเสี้ยวจนตอนนั้นเกือบได้ลงมือทำร้ายนั้นเตียวหยุน..จูล่งก็เป็นคนเดินเข้ามาแทรกระหว่างลิโป้กับพวกทหารด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วขอพาตัวลิโป้ออกจากจุดนั้นไปแทน ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่กล้าเข้าใกล้เป็นแน่

“ข้าไปก่อนน่ะ”

 เตียวเลี้ยวพยักหน้ารับคำยามเห็นนายเหนือหัวตนขอตัว หันไปมองก็เห็นคนที่ว่ายืนอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่งดวงตาคมโตมองที่ลิโป้ก่อนจะตวัดมามองเขายกยิ้มเบาบางดูแช่มช้อยยิ่งก้มโค้งตัวด้วยความเคารพจนเขาแทบรับคำเคารพนั่นอย่างเก้ๆกังเพราะไม่ได้ตั้งตัวแล้วผละกลับไปมองร่างสูงที่เดินเข้ามาพูดคุยสองสามประโยคก็เดินจากไปพร้อมกัน

“ท่านเตียวเลี้ยว หรือนั้นคือคนที่ทำให้ท่าทีท่านลิโป้เปลี่ยนไปกัน?”

 นายทหารที่มุงแอบดูอยู่นั่นเอ่ยถามนายพลตนด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยมีเสียงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีมมุงอยู่จนดูตลกยิ่งนัก

“สอดรู้เก่งขนาดนี้แล้วยังจะถามข้าอีกเนาะ”
       
            

.

.

.

.

“รุ่งสางของวันพรุ่งนี้ข้าจะออกจากกองทหารอ้วนเสี้ยว”

 กลีบปากนุ่มเอ่ยเสียงเรียบนิ่งโดยมีลิโป้ที่หันมามองตนไม่กระพริบลมเย็นของทุ่งหญ้าพัดเบาๆให้เส้นผมที่ปกหน้านั้นไหวลม จูล่งไม่ได้หันมามองเขาเพียงยิ้มเบาบาง “หน้าที่ของข้าสิ้นสุดลงแล้วท่านลิโป้ คำสั่งแรกที่นายเหนือข้าสั่งคือการลอบสังหารอ้วนเสี้ยวแต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเพียงลอบดูแทน” ใบหน้าคมงามแบบบุรุษหันมายิ้มให้อีกฝ่ายที่หลบตาเหม่อมองวิวทิวทัศน์แทน

“หลังจากเจ้าออกเจ้าคงหายเข้ากลีบเมฆไปสิน่ะ”

“เป็นเช่นนั้น จนกว่านายของข้าจะสั่งการ”

 ลิโป้สะดุ้งเมื่อร่างเล็กกว่าขยับเข้ามาใกล้หัวโคลงพิงไหล่กว้างดวงตาหลับพริ้มปล่อยกายให้อีกฝ่ายขยับตนเป็นกอดไหล่ให้หัวพิงกับอกแทนจูล่งเงียบอีกครั้งและลิโป้ก็อึดอัดเขาอยากรั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ให้ไปหรือมาอยู่กับเขาแทนหากกลับไปเขาคงไม่ได้เห็นแววตาเรียบนิ่งเย็นที่แค่มองก็พาให้สงบยามฟังคำครหาของพวกทหารอ้วนเสี้ยวหรือแววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ที่ปลุกเลือดในกายให้พุ่งพล่านยามซ้อมศึก ลิโป้พยายามอ้างเหตุผลต่างๆมาอ้างกลบจุดประสงค์ที่แท้จริงของส่วนลึกในหัวใจต่างหาก

“ท่านลิโป้…”

“….? อุ๊ป!?”

 ม่านตาเบิกกว้างเมื่อหันไปมองจูล่งก็ลุกตัวขึ้นจูบ.ลิโป้นิ่งค้างด้วยความตกใจกลีบปากบางที่พอสัมผัสแล้วนุ่มละมุนและร้อนผ่าวจนลามไปถึงแก้มใบหน้างามผละออกยกยิ้มงามและสวยสุดในสายตาของลิโป้มือบางแบบบุรุษลูบแก้มเขาดวงตาที่เรียบสงบมองสบราวรู้ทุกอย่างในดวงตา

“เตียวหยุน…เจ้า…”

“ข้ารู้ตั้งนานแล้วว่าท่านคิดยังไงกับข้า ดวงตาของท่านแม้จะพยายามปิดยังไงก็มองออกได้ง่ายดายนัก”

 จูล่งขยับกายเบียดเข้าหาใบหน้าเล็กสวยก้มแนบลำคออีกฝ่ายกลีบปากบางร้อนจูบเบาๆบนลำคอสีแทนของลิโป้อย่างรักใคร่แต่พอจะได้ทำอะไรมากกว่านั้นร่างกายก็ถูกคนตัวใหญ่กว่ากระชากกดลงกับพื้นหญ้านุ่มใบหน้าคมสันและดุดันมองต่ำลงมาที่เขาด้วยแววตากระหายริมฝีปากหนายกยิ้มส่งเสียงหัวเราะในลำคอคนคนนี้มองออกซึ่งนั้นก็ถูกเขาปิดบังอะไรไม่เก่งอยู่แล้ว

“ไม่คิดหนี?”

“ถ้าข้าปฏิเสธคงไม่จูบท่านหรอก”

 ใบหน้าแต่งแต้มด้วยความเขินอายจูล่งหลบสายตาร้อนแรงที่มองมาที่ตนแต่ก็ถูกคนด้านบนรุกรานด้วยจูบแสนร้อนแรงมันเต็มไปด้วยความกระหายและความใคร่รสจูบนี้จึงดุดันสมเป็นนักรบใบหน้าถูกปรับองศาให้สัมผัสกันได้มากขึ้นลิโป้ไม่คิดปล่อยอีกฝ่ายไปแม้อีกฝ่ายจะสำนึกเสียใจที่ทำลงไปก็ไม่มีวันได้หนี  ฟันคมลากจากแก้มลงไปที่ลำคอกัดลงเต็มแรงจนได้ยินเสียงครวญสูงจากร่างใต้มือที่กอดรอบคอเขาเปลี่ยนเป็นจิกหลังแทนลิ้นร้อนนาบเลียลำคอตามสัญชาตญานมือทั้งสองแกะชุดร่างเล็กกว่าอย่างรีบร้อนแล้วนาบมือลูบเรือนร่างงามตาอย่างไม่อดรนทนกลั้น

“อึก…เบา..อ๊ะ!!”

 เสียงหวานหลุดจากปากที่บวมแดงยามนิ้วใหญ่ละเลงหยอกล้อยอดอกที่ชูชันจากอารมณ์มันล่อตาล่อใจจนคนด้านบนนึกแกล้งอีกฝ่ายให้ทรมานฟันคมก้มขบกัดยอดอกที่ชูชันจนเป็นรอยแดงบวมน่าสงสารแต่มีหรือที่เหยื่อเข้าปากแล้วสิงห์ร้ายจะยอมปล่อยริมฝีปากก้มดูดเลียอย่างหยาบโลนแต่เพราะการกระทำหยาบโลนนั้นจึงได้ยินเสียงครางกระเส่าเสนาะหูยิ่ง มือลูบต่ำลงสัมผัสส่วนกายอีกฝ่ายอย่างฉาบฉวยลมหายใจสะดุดเฮือกเมื่อมือนั่นรูดรั้งแท่งปราถนาของเขา ร่างเล็กกว่าไม่ขัดขืนแต่บิดเร้าจากอารณ์ที่รุนแรงพยัคฆ์ขาวนอนส่งเสียงครวญครางโดยมีสิงห์ร้ายที่จูบขมับด้วยความพึงพอใจ แต่ความคิดที่จะเปลี่ยนพยัคฆ์ให้กลายเป็นแมวสวาทคงคิดตื้นเมื่อร่างข้างใต้ส่งแรงทั้งหมดให้สิงห์หนุ่มกลับเป็นฝ่ายนอนบนพื้นหญ้าแล้วตนขึ้นคร่อมตักแทนรอยยิ้มงามหวานเปลี่ยนเป็นเลห์กลแววตาเสือร้ายกลับมาฉายอีกครั้งแต่คราวนี้ชั่งยั่วยวนเสียให้ตาย

“ข้ามีความสุขคนเดียวมันไม่ยุติธรรมเลย”

 จูล่งขยับตัวต่ำมือสาละวนอยู่กับผ้ากางเกงลิโป้เนิบนาบเชื่องช้า..ชั่งชวนให้ทรมาน

“เตียวหยุน….”

  ลิโป้หายใจหนักขึ้นรับรู้ได้เลยว่าลมหายใจที่ปล่อยออกมาร้อนหนัก  ยกหัวขึ้นโดยสายตามองความปราถนาตนที่ถูกครอบครองด้วยกลีบปากบางมือหนายกลูบกลุ่มผมชื้นจากเหงื่อแล้วดันให้ใบหน้าอีกฝ่ายขยับเข้าใกล้ของตนมากขึ้นยามดวงตาสวยดุจเสือมองมาที่ตนก็ทำเอากระสันเสียงครางต่ำพ้นผ่านลำคอยามลิ้นเรียวในโพรงปากโลมเลียแท่งความเป็นชายนี้มือก็คอยจับรูดในส่วนที่มิอาจเข้าไปได้หมด

“อา…..” จะทำให้ข้าคลั่งเจ้าไปถึงไหนเตียวหยุน.. 

 จวบจนถึงแตกหักของอารมณ์หยาดร้อนพุ่งเปรอะพ้นขอบปากเสียงหอบหนักดังหลังถึงหมายลิโป้มองจูล่งที่เงยหน้าขึ้นนิ้วปาดหยาดหยดปราถนาที่ร้อนระอุเข้าปากอย่างไม่นึกรังเกียจดูดดุลตามร่องนิ้วที่เปรอะเลอะเล็กน้อยโดยทุกครั้งที่ทำอีกฝ่ายจะเปรยสายตาเร้าร้อนส่งมา ลิโป้อดส่งเสียงหึในลำคอไม่ได้ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วดึงตัวอีกฝ่ายให้มานั่งคร่อมตักนิ้วหยาบใหญ่สอดเข้าโพรงปากร้อนที่เต็มไปด้วยหยาดอารมณ์ มันไหลย้อนสวนออกมาตามนิ้วที่สอดเข้ามา

“อืมม..อะ.”

 มืออีกข้างเลื่อนจับบั้นท้ายแล้วแยกมันออกให้เห็นช่องทางสีสดที่ปิดสนิท มือใหญ่เลื่อนลูบปากทางที่ปิดสนิทเบาๆก่อนจะดันนิ้วที่เปื้อนน้ำรักเข้าไปทีเดียวจนฝ่ายที่โดนคุกคามร้องครางเสียงหลงใบหน้าคมสันซุกไซร้ลำคอเนียนอีกฝ่ายจูบกัดตีตรารอยอย่างนึกเป็นเจ้าของสูดกลิ่นกายจากเหงื่อที่ไหลอย่างอบอุ่น  โดยหูได้ยินเสียงครางหวานดังลอดถูกครั้งยามนิ้วเขาคว้านไปทั่วกระแทกจุดกระสันให้ร่างกายเล็กนั่นสั่นเทามืออีกข้างก็คอยปลุกเร้าอารมณ์ให้อีกฝ่ายหายเกร็งเป็นระยะๆ ทั้งมอบจูบและลูบกายสิงห์ร้ายไม่อยากทำให้ครั้งแรกนี้ต้องเจ็บจากการสอดใส่แม้ใจเขาอยากจะกระแทกเข้าไปในตัวที่อุ่นร้อนนี้ก็ตาม  เสือขาวแทบสิ้นฤทธิ์เสียงครางหวานดังกว่าทุกครั้งยามนิ้วสะกิดโดนจุดกลีบปากเผยอหอบมือกำไหล่หนาพลางจิกลงเต็มแรงบรรเทาอารมณ์ที่ล้นหลามสติแตกกระเจิงลอยเคว้งในอากาศรับรู้เพียงตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายที่มอบให้มาเท่านั้น

“ท่าน..อ๊าาา! ท่านลิโป้..”

 ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความร้อนในกายไฟราคะสุมเต็มดวงตาพราวระยับยกเบียดสะโพกกับของอีกฝ่ายที่ตั้งชันใหญ่จูล่งดึงมือที่ยุ่งกับบั้นท้ายเขาออก  กลีบปากบางงามยกยิ้มชวนหลงมือคว้ากายใหญ่ได้ก็หย่อนลงกลืนกินตัวตนอีกฝ่ายจนสุดเสียงที่ควรจะร้องถูกกลบดังเพียงในลำคอเมื่อร่างเล็กเลื่อนหน้าประกบจูบปิดเสียงครางที่ลอดเล็ดออกมาแต่การทำตัวเป็นเสือเด็ดเช่นนี้ก็ทำเอากายบางสั่นเทิ้มเรี่ยวแรงทรุดหายรู้เพียงขนาดของอีกฝ่ายที่เข้ามาใหญ่เกินไปจนช่องทางเขามีรอยปริแตกจนแสบเจ็บไปหมดแต่นั่นแหละ  เจ็บมากยิ่งดี..

“เจ้ามัน…จริงๆเลย”

 ลิโป้ยกมือลูบเส้นผมดำคลับเชิดใบหน้ามนอีกฝ่ายมาพรมจูบทั่วราวปลอบประโลมแลบลิ้นเลียน้ำตาที่เลอะขอบตาบางอย่างเอาใจใส่การกระทำอ่อนหวานผิดกับด้านล่างที่ขยับอย่างรุนแรงทำเอาพยัคฆ์หนุ่มครางไม่อยู่สุขเมื่อความสุขมันล้นอกจนไม่อาจร้องได้สุดเสียงมากกว่านี้  มือกอดรอบคอร่างใหญ่และจิกเกร็งสิงห์ร้ายเมื่อได้ลิ้มรสเนื้อเข้าก็หลงมัวเมากับรสชาติมือเค้นบีบสะโพกแน่นจนขึ้นรอยมือยามยกสะโพกอีกฝ่ายขึ้นลงอย่างไม่ลดแรงผ่อนใบหน้าคมสันก้มขบกัดยอดอกที่ชูชันสีแดงล่อตาจนเสียงครางดังจนไม่มีพื้นที่ให้ลมหายใจได้เข้าปอดได้ทัน

“อ๊า..!อึก….ท่านลิโป้”

  สะโพกงามขยับสวน. อามรมณ์ที่พุ่งสูงพาให้ร่างกายทำตามสัญชาตญานร่อนเอวขยับให้แท่งใหญ่ในกายสวนได้ลึกขึ้นส่วนปลายกระแทกโดนจุดกระสันจนร้องหวานไม่คิดกักเก็บใบหน้าขยับเข้าจูบอีกฝ่ายแรงจนได้เลือดผู้ชายไม่เหมือนหญิงนิสัยคลอเคลียขอจูบหวานจึงไม่อาจออดอ้อนกันได้จูล่งจึงมอบจูบรุนแรงตอบสนองตัณหาในกายเลือดไหลซึมปะปนรสชาติไปกับน้ำลายทั้งสองเสียงเหมือนการดูดน้ำฟังดูหยาบโลนแต่เร้าอารมณ์นักยามทั้งคู่ทะยานตัวสูงเพื่อปลดปล่อยความปราถนา

“อะ..อ๊าาา-!”

  ร่างกายกระตุกเกร็งก่อนปลดเปลื้องหยาดอารมณ์จนเลอะไปทั่วหน้าอกที่เป็นรอยรักเต็มไปหมดหอบไม่ทันไรก็ร้องอีกรอบเมื่อร่างกายถูกจับคว่ำหน้าแนบไปกับพื้นหญ้าสะโพกยกสูงและโดนแรงกระแทกดั่งพายุที่โหมกระหน่ำเข้าซ้ำช่องทางที่บอบช้ำน้ำด้านในตอนแรกค่อยๆไหลออกยามแท่งร้อนขยับเข้าออกถี่รัว

“อะ อา ท่านลิโป้ อร๊า!!!ขะ…ข้าไม่ไหว อ๊ะ..”
 

 ใบหน้าถูกจับให้เงยรับจูบอันดุดันของร่างที่ทับลงมาดวงตาคมตอนนี้ไม่เหมือนกับที่จูล่งเห็นประจำ  มันคลุกกรุ่นดุร้ายดูเหมือนการกระทำร่วมเสพสุขครั้งแรกของเขาจะไปปลุกสัตว์ร้ายในกายของอีกฝ่ายเข้าเสีย แต่การนึกเสียใจตอนนี้คงสายไปสำหรับหนุ่มบางเมื่อแขนทั้งสองถูกกักตรึงสะโพกหนาแนบชิดจนไม่มีอากาศผ่านช่องเข้ามาได้อีกแผ่นอกหนาลื่นแนบกับแผ่นหลังชื้นเหงื่อของร่างข้างใต้ที่ร้องครางราวคร่ำครวญขอร้องต่อสิงห์ใหญ่  ลิ้นหนาเลียหลังคอเนียนแล้วขบลงเต็มแรงเลือดไหลซึมจนกลิ่นคลุ้งไปเสียหมด

ดูเหมือนท่านคงจะไม่จบง่ายๆ…

“อะ..อา”

  ความเจ็บปวดกลายเป็นส่วนประกอบชั้นเลิศในการมีสัมพันธ์กับสองคนนี้มันรุนแรงเร้าร้อนและดุดันกว่าครั้งแรกนั่นแต่ก็แฝงไปด้วยความใคร่รักมันจึงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พยัคฆ์หนุ่มร้องครวญครางและสิงห์ร้ายที่ร้องคำรามยามเสพสุขเป็นความลับกันเพียงเสียงลมและผืนหญ้า…

.. บ้าเอ๊ย

 ลิโป้สถบกับตัวเองเสียยกใหญ่เมื่อเดินทางกลับเข้ากระโจมเอาตอนฟ้ามืดแสงไปเรียบร้อยในอ้อนแขนตนเขาคือ’คนรัก’ที่ห่มผ้าคลุมสีแดงของเขาไว้บังเนื้อตัวที่มีร่องรอยและคราบน้ำรักเปรอะเต็มไปหมดเขาไม่รู้ว่าจูล่งนอนอยู่ที่กระโจมไหนเลยตัดสินใจพามาค้างที่กระโจมเขาแทนขืนเดินถามหาที่พักของคนที่นอนซมหมดแรงทหารในค่ายคงสงสัยกันหมดแน่

“ข้าจะทำความสะอาดให้เจ้านะ”

 กระซิบบอกคนที่นอนอยู่แล้วยกอ่างทองดำที่บรรจุน้ำอุ่นพร้อมผ้าบางไว้เตรียม  เลิกผ้าออกแล้วหันไปบิดผ้าพอหมาดมาเช็ดตามตัวสายตาไล่มองเนื้อกายที่แทบทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยรอยฟันและจูบแดงเถือกจนดูน่ากลัว แม้จะเสียใจที่ปล่อยอารมณ์ที่พยามสะกดไว้ออกแต่ก็อิ่มเอมเต็มใจยิ่งก้มหน้าจูบหน้าผากกว้างแผ่วเบาก่อนจะลุกขึ้นนำชุดตนมาสวมใส่ไว้พอกันหนาวได้กระตุกผ้าหนาขึ้นห่มกายไว้แล้วล้มตัวลงนอนมือยังคงสาละวนไกล่เกลี่ยปลายผมเรียบลื่นสีดำไปมาดวงตาหลุบต่ำเมื่อมองใบหน้าอีกฝ่ายแล้วหวนนึกถึงคำพูด

‘ข้าจะกลับตอนรุ่งสร้างของวัน’  

 ตอนทำกันเขาอยากพูดคำๆหนึ่งที่จุกอยู่ในลำคอมาตลอด  ‘อย่าไป’  แต่พอเห็นสีหน้ายามสอดใส่ที่ทั้งสุขสมและเสียใจของร่างเล็กเข้าเขาก็ทำไม่ได้เขารู้ว่ามันลำบากใจสำหรับจูล่งเขาอยากรั้งแต่ก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายทุกข์ใจ  เป็นไปได้เขาก็อยากไปพบหน้านายเหนือหัวของจูล่งแล้วขออีกฝ่าย…มา?

โอ….

 รอยยิ้มบนริมฝีปากหนาวาดขึ้นทันทีเมื่อฉุดคิดได้หากตนรั้งให้อีกฝ่ายอยู่กับเขาผู้มีเจ้าของล่ามตัวไว้ก็สู่ไปขอเขาตรงๆเอาไปเลยเสีย ลิโป้หัวเราะหึหึยกมือหนาลูบกลุ่มผมที่แผ่สยายเต็มหมอนอย่างรักใคร่ก้มหน้าใช้ปลายจมูกคลอเคลียกับแก้มอีกฝ่ายแล้วก้มหอมเบาๆ

เตียวเลี้ยวข้าว่าท่านต้องไม่พอใจกับวิธีการของข้าแน่ๆ..
       

.

.

.

.

 

  และเป็นอย่างที่จูล่งพูดไว้   เช้ารุ่งสางของวันใหม่ขึ้นปุ๊บม้าขาวก็ทะยานออกจากค่ายปั๊บใบหน้าคมงามไม่เหลือบกลับไปมองอีกดวงตาคมโตที่หากมองเผินจะดูนิ่งเรียบแต่มันสั่นไหวยามกีบเท้าม้าได้ย่างออกจากทางออกของค่าย กลีบปากที่เป็นแผลเม้มแน่นสัมผัสร้อนนาบยังคงอยู่ภายในตัวไม่จางหายความอบอุ่นโอบรอบกายกลิ่นกายอีกฝ่ายยังคงติดปลายจมูกเขาเจ็บปวดใจนักแต่มันเป็นความจำเป็นเขาอยากอยู่กับอีกฝ่ายใจแทบขาดด้าวหากอีกฝ่ายเอ่ยพูดรั้งเขาไว้เขาจะยอมละทิ้งทุกอย่าง แต่ลิโป้ไม่ เขาไม่พูดเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริงบุญคุณต่อนายเหนือหัวเขายังคงล่ามเขาไว้จากการถูกชุบเลี้ยงมาขังเขาไว้

ข้าอยากอยู่กับท่าน แต่ข้าก็ไม่อาจละทิ้งผู้มีพระคุณของข้าได้

 ขอบตาร้อนผ่าวเกลียดตัวเองที่ในหัวพาให้หวนนึกถึงอีกฝ่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอจนถึงเมื่อวานเย็มยามสนทยาที่พวกเขามีความสุขร่วมกัน ครั้งแรก..ที่พบเจอหลังเขาได้เข้ามาเป็นทหารไส้ศึกแก่แผนการของนายเขาก็ได้รู้ข่าวของยอดขุนศึกแต่ข่าวส่วนใหญ่ถูกกล่าวอย่างคำครหาและเขาไม่คิดเพียรมาเก็บให้รกสมองหน้าที่คือเข้ามาและลอบสังหารอ้วนเสี้ยวเพื่อไม่ให้ขวางแผนการของนาย  แต่พอเย็นนั้นตอนที่เขาจะลอบออกจากค่ายหลังเพื่อไปหานายเหนือก็ต้องตกใจที่พบเจอกับยอดขุนศึกเข้าจัง ‘ลิโป้’ เขารู้ได้ว่าตัวเองตกใจแต่ไม่ได้ตกใจที่เจออีกฝ่ายเพราะความกลัวแต่เป็นหัวใจในอกตนเองที่เต้นสั่นระรัวใบหน้าของเขาเห่อร้อนประหลาดและนั่นเป็นความเขินอายหยุดสายตาที่มองใบหน้าคมหล่อเหลาสมบรูณแบบราวเทพบุตรจุติไม่ได้ไล่ลงมายังกล้ามเนื้อใหญ่ที่เรียงตัวสวยงามได้รูปจนอดอิจฉาไม่ได้  รีบเร็วไวปรับสีหน้าให้เป็นปกติแสงตะเกียงในมือพยายามเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายมองหน้าเขาได้ชัดไม่งั้นเขาต้องสงสัย…เขาต้องสงสัยแน่ๆว่าทำไมหน้าเขาถึงแดงก่ำขนาดนี้   หลังจากปลีกตัวได้เขาทรุดตัวลงกุมหัวใจที่เต้มถี่จนนึกว่าจะทะลุออกมาด้านนอกจนทหารที่มาเดินตรวจตราเห็นเขาทรุดล้มก็เข้ามาประคองตัว  เขาปฏิญานไว้เลยว่าจะไม่เจออีกคนเด็ดขาดเขารู้ดีว่าอาการเยี่ยงนี้คืออะไรแต่ความรู้สึกวิปลาสนี้ไม่ควรเกิดขึ้น’ความรัก’ไม่ควรเกิดขึ้นกับบุรุษด้วยกันและยิ่งเป็นทหารของข้าศึกยิ่งร้ายเข้าไปใหญ่  แต่เหมือนสวรรค์จะไม่รับฟังเขาเพราะเช้าวันต่อมายามเขาออกมาซ้อมวิชาเพื่อขจัดความฟุ้งซ่านในหัวก็กลายเป็นว่าคำปฏิญานนั่นถูกหักลงลิโป้เดินเข้ามาใกล้ยกยิ้มถูกใจและแววตาดุดันยามเราปะทะทวนใส่กันร่วมกว่าร้อยเพลงเขาอดยิ้มไม่ได้ใบหน้าของคนคนนี้ไม่ว่าจะแสดงอารมณ์อะไรก็ชวนให้เขามองและยิ้มตามและเป็นการขุดหลุมฝั่งตัวเองชัดๆที่เขายอมใจตัวเองขอให้อีกฝ่ายมาเป็นคู่ซ้อม.   และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่หากอีกฝ่ายเจอจะเข้ามาหาพูดคุยกันตามปกติเขารู้ว่าลิโป้ถูกใจและต้องการเขาแววตาดุดันดุจสิงห์นั่นปิดประกายไว้ไม่หมดและพอโดนมองแบบนั้นทุกวันเข้าจนร่วมแรมเดือนก็ทำให้เขาตัดใจไม่ลงและยอมรับคำความรู้สึกตัวเองประจวบกับคำสั่งใหม่ให้เขากลับไปทำให้เขาตัดสินใจขอร่วมรักเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก่อนการจากลา  

 การเดินทางเป็นร้อยๆลี้ได้สิ้นสุดเหมือนที่น้ำอุ่นจากขอบตาได้แห้งไปตามลมของการเดินทาง  เสียงร้องจากม้าคู่ใจร้องทำให้เขาหลุดจากภวังค์ เมืองซินจิ๋วอยู่ตรงหน้าเขาแล้วม้าขาวขับเคลื่อนตัวช้าๆตามเจ้าของที่บังคับแต่พอประตูเมืองเปิดออกและเขาก้าวเดินลงไม่ทันได้พ้นจากประตูเมืองก็ชะงักเมื่อมีคนสองคนพุ่งตัวเข้ากอด  ‘สุมาสู’ ‘สุมาเจียว’ นายน้อย13-14อายุน้อยกว่าของเขากอดรัดแน่นด้วยความคะนึงคิดถึงใบหน้าคมหล่อดวงตาดุจเหยี่ยวมองเขาพร้อมกันด้วยความดีใจและรักแฝงเล็กๆแต่ก็ไม่พ้นสายตาของเขาไปได้และเขาเลือกจะเมินมันอย่างเจียมเนื้อตัวว่าไม่สมควร  ก่อนร่างสูงโปร่งจะเดินเข้ามารับเขาเนื้อตัวแต่งตัวเต็มยศสีม่วงครามคลุมใบหน้าคมงามสวยกว่าและร้ายกาจยกยิ้มแววตาประกายเจ้าเลห์ดั่งจิ้งจอกแต่คมเล็กดุจเหยี่ยวฉายแววอ่อนโยนเล็กให้ผู้กลับมา

“ยินดีตอนรับกลับ จูล่ง”

 ร่างเล็กก้มคุกเข่าเคารพต่อ ‘นายเหนือหัว’ 

“แต่เหมือนเจ้าจะไม่ได้กลับมาแค่คนเดียวละนะ”

 ใบหน้าสวยสมทหารเงยหน้ามอง ‘สุมาอี้’ นายตนด้วยความฉงนก่อนเสียงตลบดินของม้าทั้งกองทัพจะดังด้านหลังพาให้เขาหันกลับไปมองสายตาคมเบิกกว้างอย่างตกตะลึงกองทัพเพียงร้อยกองน้อยนิดเกินกว่าจะมาบุกตีและนั่นถูกเพราะคนนำทหารเพียงร้อยกองมาไม่ได้มาเพื่อบุกตีผู้บังคับบังเหียนอาชาสีน้ำตาลแดงควบนำกว่าใครห่างชั้นนักและเป็นคนเดียวที่ทำเอาน้ำตาบนขอบตาคมร้อนขึ้น  การบุกเข้าเมืองอย่างฉาบฉวยทำให้ทหารที่เฝ้าหน้าประตูรีบใช้ทวนและหอกหมายจะแทงม้าให้หยุกการเคลื่อนไหวแต่ก็ช้าไปสำหรับคมง้าวกรีดนภาเมื่อตวัดปัดหอกพร้อมทหารทั้งสองกระเด็นออก

“ท่านลิโป้!?”

 ลิโป้ยกยิ้มยามควบม้าเข้ามาใกล้ร่างเล็กก่อนเบนสายตามองไปยัง ‘เจ้าบ้าน’ ทั้งสามที่มองเขาเป็นตาเดียวกันความสงสัยเกาะกุมแววตาทั้งสามจนสุมาอี้หันไปมองลูก..ทหารอุปถัมภ์เพื่อต้องการคำอธิบาย

 

 “คือท่านสุมาอี้ ตอนที่ข้าไปปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของท่านข้าได้พบเจอท่านลิโป้และตอนนี้เขาเป็น..”

“สามี”

 แซ่เลือดสุมาตาโตเป็นไข่ห่านไม่ต่างจากคนที่พูดไม่จบหันกลับไปมองตัวการที่ชิงพูดเรือนร่างใหญ่ลงจากม้าเดินมายืนอยู่หน้านายของจูล่ง”ท่านคือนายเหนือหัวผู้เป็นเจ้าชีวิตของเตียวหยุนใช่หรือไม่”สุมาอี้พยักหน้าและลิโป้ก็คุกเข่าต่อหน้าคนทั้งสามก้มหัวต่ำจูล่งไม่คาดคิดกับท่าทางแปลกไปตามปกติที่มีความทรนงตนผิดกับสุมาอี้ที่เงียบลงไม่ฟังเสียงตกใจของลูกๆเขา    ก่อนคำพูดต่อมาจากปากลิโป้จะทำเอาจูล่งนิ่งไปเสีย

“ข้าจะมาสู่ขอ ‘ลูก’ ของท่าน” 

 สุมาอี้แยบตาลงอย่างครุ่นคิดผิดกับลูกชายวัยเด็กทั้งสองที่ส่งเสียงไม่ยอมเล้าๆมือทั้งสี่เกาะเข้าหาแขนของจูล่งคนละข้างอย่างหวงแหนใครจะยอมให้คนที่รักที่เป็นทั้งพี่เลี้ยงและเพื่อนเล่นให้คนที่พึ่งบุกเข้ามาในเมืองคนอื่นกัน!?  “ทำไมข้าต้องยกคนของข้าให้กับท่านที่บุกรุกเข้ามาพื้นที่ของคนอื่นกัน”สุมาอี้มองลิโป้ก่อนจะหันไปมองคนของเขาที่ก้มหน้าแดงก่ำแค่นี้เขาก็เข้าใจสถานการณ์แล้วว่าทำไมการที่อีกฝ่ายกลับมาเมืองถึงล้าช้านักเป็นเพราะไม่อยากจากคนที่รักสิน่ะ.

“เพราะพวกเรารักกัน”

“ชั่งเป็นคำพูดที่ข้าไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากท่านนะ”              

สุมาอี้หัวเราะขบขัน เดินไปทางจูล่งที่เงยหน้าขึ้นมองมาที่เขาดวงตาคมสวยอาบม่านน้ำบางๆนั่นเรียบสงบแต่ประกายความหวังกลับฉายชัดไม่ปิดบัง อา…เด็กน้อยที่ไร้ความรู้สึกจนนึกว่าไม่มีหัวใจนั่นตอนนั้นโตเป็นหนุ่มถึงเพียงนี้แล้วหรือ  กลีบปากสีแดงสดคลี่ยิ้มหัวเราะมองจูล่งที่ใบหน้ายังประดับเส้นเลือดแดงฝาดบนแก้มดวงตาคมโตที่มองตนมามีชีวิตชีวาขึ้นมากต่างจากตอนก่อนไปทำภารกิจให้เขานัก  เห็นลูกชายมีความสุขมีหรือพ่อแม่จะไม่ดีใจ

“ตกลงข้ายก’ลูก’ข้าให้ท่าน”

 ใบหน้าคมหล่อประดับด้วยรอยยิ้มสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความดีใจหันมองคนรักตนที่คลี่ยิ้มงามตาให้แก่ผู้เป็นนายเหนือหัวก่อนหันมามองเขาประกายตาสดใสเต็มไปด้วยความรักของทั้งคู่สบมองกันจนหวานเชื่อม  สุมาอี้กระแอ่มไอเบาๆพอเป็นพิธีก่อนหน้านั้นสั่งให้ทหารพาลูกชายทั้งสองกลับเข้าวังไปก่อนแล้ว  สุมาอี้เดินมาหาคนทั้งคู่ที่คุกเข่าอยู่มือบางแบบคนจับหนังสือดีดพิณแตะไหล่แล้วบีบแน่น

“ข้าขอให้พวกเจ้าทั้งสองมีความสุข และจูล่งต่อจากนี้จงไปอยู่กับสามีของเจ้าเสีย”

“ค..ครับ?!”

“หน้าที่ของข้าสิ้นสุดลงแล้ว บิดาของเจ้าฝากฝั่งไว้กับข้าว่าจงทำให้เจ้าเติบใหญ่และมีความสุขกับใครซักคนที่ดูแลเจ้าได้”

 จูล่งเม้มปากแน่นความตื้นตันจุกเต็มอกเขาก้มหน้าไม่กล้าสบตาเขารู้สึกผิดนักที่เหมือนจะทิ้งบุญคุณที่ไม่มีวันชดใช้หมดต่อพ่อบุญธรรม..นายเหนือหัวเขามือบางถูกบีบกระชับด้วยมือหนาใบหน้าคมงามหันมองแววตาคมที่ฉายความมั่นใจเต็มเปี่ยมเขารู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องดูแลเขาได้  แต่…แต่..

“และเจ้าไม่ต้องละอายใจที่ไม่ได้ตอบแทนข้าเตียวหยุน บุญคุณอะไรนั่นข้าได้มาเยอะแล้ว…เจ้าที่ยอมรับใช้ข้าตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ก็ถือว่ามากล้นแล้ว”

 สุมาอี้พาให้ทั้งสองลุกขึ้นจูงเชือกม้าของทั้งคู่แล้วส่งต่อให้   อา…ลูกเสือของข้าถึงเวลาที่ต้องออกจากอ้อมอกข้าแล้วหรือ..

“จงไปซะลูกข้า จูล่ง จงยืนเคียงข้างท่านผู้เป็นสามีของเจ้าและปกป้องครอบครัวด้วยความรักของพวกเจ้าทั้งสองเถิด.”

 ม้าทั้งสองออกทะยานไปจากเมืองใบหน้าทั้งคู่ยิ้มยกอย่างมีความสุข  ลิโป้ยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าโปร่งโล่งของจูล่งพยัคฆ์ขาวในที่สุดเขาก็ได้ครอบครองสิ่งที่ต้องการไว้ข้างกาย  ร่างสูงหวนคิดถึงเมื่อรุ่งสางที่กองกำลังเขาเตรียมการเคลื่อนย้ายเรียบร้อยเขาเองก็เบื่อการรับใช้อ้วนเสี้ยวแล้วและลักลอบกักเก็บเสบียงไว้โดยเตียวเลี้ยวเป็นผู้เก็บงำไว้เงียบเมืองที่ทหารพวกเขาลักลอบแอบอยู่ได้ยึดกุมอำนาจไว้หมดแล้วและนั้นเป็นเรื่องที่ดีนักแต่ก่อนออกก็ขอล้างแค้นกับคำครหาหน่อยมีดใต้อกเสื้อเขาหายไปแล้วเพราะเขาทิ้งปักอกบนตัวทหารคนสนิทอ้วนเสี้ยวไว้เป็นที่ระลึก

“เราจะไปแต่งงานที่เมืองของข้า”

 ลิโป้หันมาพูดกับคนบนหลังม้าใบหน้าคมหล่อเหลามองจูล่งที่หน้าแดงจัดด้วยความเขินอายกับคำว่าแต่งงานถ้าเขาเป็นคนขอแบบบุรุษอื่นจะไม่อายขนาดนี้แต่นี้เขาถูกขอในฐานะเป็นฝ่ายสตรีชายใดโดนก็ต้องมีเสียเชิงและอายกันบ้าง แต่ตอนนี้หน้าเขาแดงและร้อนจนมันจะระเบิดออกมาแล้วความเขินอายจากที่ถูกขอต่อหน้านายเหนือหัวเห่อหนักกว่าเก่าอันว่าตอนนั้นตกใจเป็นช็อคค้างไปเรียบร้อยแล้ว

“คำตอบละ คนรักของข้า?”

 ข้าละหมั่นไส้รอยยิ้มทะเล้นของบุรุษหล่อคนนี้เหลือเกิน.

 แต่คำตอบที่รู้อยู่แล้วเปลี่ยนเป็นยื่นหน้าจุมพิตตอบบนกลีบปากหนาแทน แววตาพราวระยับดั่งพยัคฆ์ยั่วยวนหนักกลีบปากบางสีเหม่ยยกยิ้มให้แก่อีกฝ่าย

“แล้วข้ามีคำตอบอื่นให้ท่านหรือ?”

   
.

.

.

.

.

      

    “จูล่ง น้องอยู่ไหนกัน”
 สาวงามผู้เป็นภรรยาเอกของลิโป้ ‘เตี่ยวเสี้ยน’ เดินไปตามทางเดินในสวนของวังเธอเรียกชื่อภริยารองของสามีตนไปทั่ว.นี้ก็เลยเที่ยงแล้วข้าวปลายังไม่ได้ลงท้องของเขาเลยเธอจึงนำข้าวปลาใส่เชิงเทียนเดินนำมาให้เอง

“จูล่ง- จูล่ง”  

“ท่านเตี่ยวเสี้ยน”

 เรือนร่างอรชรของสตรีงามหันไปมองหาเสียงตอบรับก็เห็นเจ้าของชื่อนั่งอยู่กับลูกสาววัย9ขวบ ‘ลิหลิงฉี’ นั่งตักเล่นตุ๊กตาไม้ทำมือ  จูล่งปล่อยผมให้คลอเคลียกับแผ่นหลังชุดแบบบุรุษเพศแต่มีชุดคลุมบางยาวสวยสมฐานะตนในแบบอิสตรี  “ท่านร้องเรียกข้ามีอะไรหรือครับ” กลีบปากสีดอกเหม่ยคลี่ยิ้มงามตาเตี่ยวเสี้ยนเห็นก็อดยิ้มไม่ได้  

“น้องยังไม่ได้ทานข้าวเลยมิใช่หรือ นี้ตะวันก็เลยหัวไปนานแล้วข้านำอาหารมาให้เจ้ารีบทานเถอะจะ ท่านลิโป้คงเดินทางกลับถึงเมืองตอนบ่ายแก่ๆ”

 เตี่ยวเสี้ยนนั่งพับเพียบข้างน้องผู้เป็นภริยารองศาลาที่พวกเขาเลือกนั่งนั่นมีสระบัวกว้างลมเย็นพัดเบาๆพอบรรยากาศเบาสบาย”ข้าขออภัยที่ต้องทำให้ท่านลำบากครับ”จูล่งรีบรับเชิงเทียนบรรจุอาหารมาวางเตี่ยวเสี้ยนไม่ถือสาเธอเขยิบเข้าใกล้ภริยารองแล้วหันมองทิวทัศน์ในสวนบัวทั้งสองกินบรรยากาศร่มรื่นนั่นเงียบๆจูล่งทานข้าวที่เตี่ยวเสี้ยนนำมาให้พลางป้อนหลานสาวตัวน้อยที่นั่งเล่นตุ๊กตา

         

“ทานเลอะแล้วครับ คุณหนูลิหลิงฉี”

 นิ้วเรียวเชิงบุรุษยกไกล่ข้าวที่ติดขอบปากแล้วนำเข้าปากใบหน้าคมงามของบุรุษฉายแววอ่อนโยนบนดวงตาและรอยยิ้ม การเป็นภริยารองไม่ได้ทำให้จูล่งดูหม่นหมองลงเลยสักนิดเมื่อเตี่ยวเสี้ยนภริยาเอกมีน้ำใจงามนักเธอไม่โกรธเคืองสามีหรือภริยาคนใหม่เลยแม้แต่น้อยกลับกันเธอถูกใจรูปลักษณ์นิสัยและกิริยาของจูล่งที่สงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัวมากแถมความเป็นกันเองก็คุยง่ายจนตอนนี้เธอและเขาสนิทชิดเชื้อปานพี่น้องเข้าไปแล้วแม้แต่ลิโป้ยังไม่อาจแทรกบทสนทนาของทั้งคู่ได้จนมีงอนไปหลายครั้งบ้างแต่จูล่งจะเลี่ยงเรียกเตี่ยวเสี้ยนว่าพี่เป็นท่านเป็นการให้เกียรติ์และรู้จักลำดับความสำคัญ  

 และเตี่ยวเสี้ยนเองก็นับถือจูล่งเป็นอย่างสูงเพราะเมื่อลิโป้จำเป็นต้องออกไปปราบกองโจรในเมืองใต้มณฑลเขตตนเมืองหลักนี้ก็จะมีจูล่งคอยปกครองและดูแลรักษาการณ์ไว้เธอจำได้ครั้งหนึ่งว่ามีทหารลอบเข้ามาเพื่อจะสังหารลูกสาวเธอแต่จูล่งที่เดินเข้ามาเพื่อป้อนข้าวพอดีก็ได้สังหารนายทหารก่อนมีโอกาสได้หยิบจับอาวุธขึ้นเสียอีก จูล่งถือเป็นทหารที่ฉลาดเฉลียวและเจียมเนื้อตัวการที่เป็นภริยาของท่านเจ้าเมืองไม่ได้ทำให้เขาโอหังเลยแม้แต่น้อยกลับกันมันยิ่งทำให้กริยาแช้มช้อยรักสงบของเขาเผยออกมาแม้แต่ตันก๋งยังอดชื่นชมไม่ได้ แต่ก็มีบางเรื่องที่พยัคฆ์ขาวจะหลุดและถือเป็นจุดน่ารักๆของจูล่งเพราะครั้งแรกที่เจอกันตลอดมาคืออาการประหม่าและทำตัวไม่ถูกเมื่อยืนหรืออยู่กับเธอจูล่งจะเก็บปากเงียบกริบจนนึกว่าพูดไม่เป็นสายตาจะเบนหลบอย่างเขินอาย  และพอถามก็บอกเขาหลงในความงามเธอแต่ก็อายตัวเองยิ่งนักที่ไม่มีใบหน้าให้เชิดชูว่าเป็นภริยาของท่านลิโป้ได้เหมือนเตี่ยวเสี้ยนจุดๆนั้นเหมือนเส้นความยับยั้งของเธอขาดสะบั้นเธอหลุดอาการสำรวมแล้วตรงเข้าหยิกเข้ากอดน้องภริยารองอย่างเอ็นดู  

“ท่านเตี่ยวเสี้ยน ท่านเตี่ยวเสี้ยนครับ”

“อะ..จ๊ะ?”

 ใบหน้างามของอิสตรีหันมองคนที่ทำให้เธอตกภวังค์ “ข้าจะนำเชิงเทียนและจานเปล่าไปเก็บก่อนนะครับ” จูล่งยิ้มให้เขาบอกหลานสาวที่นั่งตักให้ลุกไปหาแม่ก่อนยกเชิงเทียนที่วางจานขึ้นเตรียมนำไปเก็บเตี่ยวเสี้ยนบอกจะขอไปด้วยเขาเลยบอกไปว่าจะรีบไปรีบกลับเพราะยังอยากมานั่งรับลมอยู่เตี่ยวเสี้ยนจึงยอมอยู่รอ

 เดินไปตามทางเดินเพื่อมุ่งไปยังโรงครัว แต่ก็มีมือดีฉุดเอวเขาเข้าพอเงยหน้าก็โล่งอกที่ไม่ใช่ศัตรูแต่ก็อดมองค้อนด้วยแววตาเรัยบเย็นไม่ได้เมื่อเจ้าของมือยกยิ้มกว้างประดับใบหน้าลิโป้ยิ้มและพูดว่ากลับมาแล้ว ก้มหน้าจูบกลีบปากแดงอย่างคิดถึงดูดดึงด้วยความหมั่นเขี้ยวและผละออกเมื่อพยัคฆ์ร้ายแสนสวยร้องปรามในลำคอ  “ข้าจะรีบนำเชิงเทียนไปเก็บและไปหาท่านเตี่ยวเสี้ยน”  ลิโป้หัวเราะร่าจูบหน้าผากกว้างอย่างรักใคร่

“เตี่ยวเสี้ยนข้าไม่รอนานหรอก ไหนๆก็เจอเจ้าคนแรกแล้วก็ขอหอมกอดให้หายคิดถึงหน่อยเป็นไรไป.”

 ลิโป้เชิดคางมนให้เงยหนารับจูบหวานของตนร่างเล็กกว่าในอ้อมแขนส่งเสียงครางเบาๆมือยกกำเสื้อชุ่มเหงื่อหน่อยๆอย่างวาบหวาน  แลบลิ้นหยอกล้อกับลิ้นหนาชั่งเป็นกริยาที่น่ารักยิ่งนักจนคนที่คิดเพียงจะจูบพอให้หายคิดถึงอุ้มอีกคนพาดบ่าแล้วพาเข้าห้องนอนใหญ่ที่อยู่เยื้องไปไม่ไกล  เรือนร่างเล็กของพยัคฆ์ขาวนอนทอดกายบนเตียงนุ่มพอจะลุกขึ้นเพื่อหลีกสถานการณ์แบบนี้ก็โดนสิงห์ร้ายกดมือลงกลับที่เดิม

“ท่านเตี่ยวเสี้ยนรอข้าอยู่”

“นางคงรู้แล้วละว่าข้ามาถึงเมืองแล้วก็อยู่กับเจ้าแล้วละ”

 ความจริงคือคนของเขาไปบอกแล้วว่าอยู่กับจูล่งปานนี้ภริยาเอกเขาคงทำหน้าเจ็บใจที่เขาคาบเหยื่อไปก่อนที่เธอจะได้เล่นสนุกแล้วละ  ลิโป้ยิ้มแล้วก้มหน้าซุกไซร้ซอกคอหอมกรุ่นของร่างข้างใต้โดยไม่ฟังคำทัดท้านใดๆอีกต่อไป

“เดี๋ยว อ๊ะ มะ..อืออ..ไม่เอานะท่านลิโป้!!!”  
.

.

.

แถม

“ท่านเตี่ยวเสี้ยนครับตอนนี้ท่านลิโป้อยู่กับท่านเออ..จูล่ง”

 เตี่ยวเสี้ยนแอบกัดผ้าเช็ดหน้าแน่นใบหน้างามขึ้นแววเคืองเธอว่าละที่น้องภริยารองของเธอหายไปนานต้องเป็นเพราะโดนลิโป้คาบไปกินอะไรกันเธอเองก็อยากเล่นกับจูล่งบ้างนะ!  ลูกสาวเธอร้องถามหาน้าส่วนเธอตอนนี้ก็อิจฉาสามีจนแบล็คกราวแทบลุกเป็นไฟพานให้ทหารที่มารายงานเหงื่อตกดังพลั่กๆ     

“ท่านลิโป้คราวหลังข้าจะเอาน้องรองไปซ่อนไว้ไม่ให้ท่านหาเจอตลอด3วันเลยสิคอยดู!”

_____________จบ. __________________

จบแล้ววว แต่งอะไรก็ไม่รู้อย่าถือสาเลยค่ะ คนเขียนคือแต่งไม่เป็นแต่ก็ต้องการหาที่ระบายหนักมากเลยมาจบที่นิยายเรื่องนี้    โฮๆๆๆๆๆช่วงนี้ปั่นงานเพื่อครูค่ะจะหายไปนานและมีสอบมิดเทอมแล้วต่อด้วยกีฬาสีโอ้โหอยากถามว่าใครคนคิดเอากิจกรรมมาอยู่ติดกันแบบนี้จบกีฬาสีก็งานEx-poต่อยอมใจเห็นเพื่อนทำงานหนักแล้วจะร้องไห้(;-;  )        

ท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านรักทุกคนนะคะจุ๊บๆ(>30   

             

      LUBU;อ่านแล้วก็กดถูกใจกับรีเป็นกำลังใจให้คนเขียนไม่อู้งานด้วยนะพวกเจ้า!!!
                          

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s